ปัญหาขาดแคลนแรงงานกระทบหนักที่ไม่ใช่แค่ธุรกิจประมง ธุรกิจก่อสร้าง แต่ภาคเกษตรกรรมที่ต้องพึ่งพาแรงงานในการเก็บเกี่ยวผลผลิต และผู้รับซื้อผลไม้ได้รับผลกระทบด้วย พบชาวสวนจ่ายค่าจ้างเพิ่ม 500 บาท/วัน หลังแรงงานต่างชาติโดยเฉพาะชาวกัมพูชาเดินทางกลับประเทศกว่า 15,000 คนแล้ว
ไม่ใช่แค่ธุรกิจประมง ธุรกิจก่อสร้างเท่านั้น ที่ได้รับผลกระทบอย่างหนัก จากการเดินทางกลับประเทศของแรงงานกัมพูชา แต่ภาคเกษตรกรรม ที่ต้องพึ่งพาแรงงานในการเก็บเกี่ยวผลผลิต รวมถึงผู้รับซื้อผลไม้ ก็ยังได้รับผลกระทบจากปัญหาขาดแคลนแรงงานกัมพูชาเช่นกัน
เจ้าของสวนผลไม้กว่า 50 ไร่ ในตำบลบ้านแลง อำเภอเมืองระยอง ต้องเก็บผลผลิตเงาะ มังคุด และลองกอง ด้วยตัวเอง หลังลูกจ้างชาวกัมพูชา เดินทางกลับประเทศ ทำให้เจ้าของสวน ต้องใช้วิธีเกี่ยวลงดิน แทนการเก็บทีละลูก และตัดทีละขั้ว เพื่อความรวดเร็ว แต่ก็ทำให้ผลผลิตเสียหาย ขายไม่ได้ราคา ไม่แตกต่างจากสวนผลไม้ ในตำบลทุ่งเบญจา อำเภอท่าใหม่ จังหวัดจันทบุรีที่หันมาใช้แรงงานผู้สูงอายุ รับจ้างเก็บเงาะในสวน เพราะลูกจ้างชาวกัมพูชากลับประเทศทั้งหมด
ธุรกิจต่อเนื่องอย่างผู้รับซื้อมังคุด เพื่อการส่งออกในจังหวัดจันทบุรี ซึ่งใช้แรงงานกัมพูชา คัดแยกมังคุด ก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน ไม่ถึง 1 สัปดาห์ ขาดแคลนแรงงานไปกว่า 100 คน ผู้รับซื้อบอกว่า ขณะนี้แรงงานไทยในพื้นที่ไม่เพียงพอ ทำให้ต้องจ้างแรงงานนอกพื้นที่ เช่น จากภาคเหนือ และต้องจ่ายค่าจ้าง จากวันละ 250 บาท เป็นวันละ 500 บาท ซึ่งอาจกระทบจนต้องหยุดรับซื้อผลไม้
ชาวกัมพูชาที่เข้ามาทำงานในพื้นที่ภาคตะวันออกส่วนใหญ่ ใช้หนังสือผ่านแดนชั่วคราว ทำงานแบบไป-กลับ 5 วันที่ผ่านมา มีชาวกัมพูชา กว่า 15,000 คน เดินทางกลับประเทศทางจุดผ่านแดนถาวรบ้านแหลม อำเภอโป่งน้ำร้อน จังหวัดจันทบุรี
แม้การไหลออกของแรงงานกัมพูชา จะเกิดขึ้นเฉพาะแรงงานผิดกฎหมาย แต่การขาดแคลนแรงงาน ก็สะท้อนปัญหาการพึ่งพิงแรงงานต่างชาติ ซึ่งสำนักจัดหางานในภาคตะวันออก เสนอให้นำเข้าแรงงานอย่างถูกกฎหมาย โดยทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ หรือ เอ็มโอยู หรือใช้มติคณะกรรมการจัดระเบียบของสภาความมั่นคง เพื่อช่วยเหลือนายจ้างที่ต้องการแรงงานในภาคต่างๆ โดยเฉพาะภาคเกษตร
นายจ้างปล่อยลอยแพแรงงานกัมพูชาหนีความผิด
ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองพิษณุโลกส่งตัวแรงงานชาวกัมพูชา 25 คน ที่ลักลอบเข้ามาทำงานในประเทศไทยกลับประเทศ หลังจากถูกนายจ้างลอยแพใน อ.โพธิ์ประทับช้าง จ.พิจิตร
แรงงานข้ามชาติสัญชาติกัมพูชา 25 คน ถูกควบคุมตัวมาสอบปากคำที่สถานีตำรวจภูธรเมืองพิษณุโลก หลังตำรวจตรวจคนเข้าเมืองพิษณุโลกจับกุมได้ที่บริเวณถนนในหมู่บ้านดงกระทิง ต.ทุ่งใหญ่ อ.โพธิ์ประทับช้าง จ.พิจิตร เมื่อวานนี้ (17มิ.ย.2557)
แรงงานทั้งหมดให้การรับสารภาพว่าลักลอบเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย แต่นายจ้างเกรงจะมีความผิดตามประกาศ คสช.กรณีจัดระเบียบแรงงานข้ามชาติผิดกฎหมาย จึงได้นำแรงงานมาปล่อยทิ้งไว้ข้างทาง ทำให้แรงงานทั้งหมดต้องนั่งรอให้ตำรวจมาควบคุมตัว เจ้าหน้าที่จึงควบคุมตัวแรงงานทั้งหมดขึ้นรถส่งกลับประเทศกัมพูชาผ่านทางด่านชายแดน อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว
จ.สระแก้ว คาดสถานการณ์แรงงานกัมพูชากลับประเทศเริ่มทรงตัว
พงศ์เมธ ล่องเซ่ง ผู้สื่อข่าวไทยพีบีเอส รายงานว่า ทาง จ.สระแก้ว คาดการณ์ว่า การเดินทางมารอข้ามแดนของแรงงานชาวกัมพูชา จนถึงขณะนี้เริ่มทรงตัวแล้ว แม้ทางการไทยจะมีการชี้แจงถึงกระบวนการจัดระเบียบแรงงานของ คสช.แต่ก็ยังคงมีแรงงานข้ามชาติจำนวนหนึ่งยังคงยืนยันที่จะเดินทางข้ามไปยังประเทศกัมพูชา
นักวิชาการหนุนจัดระเบียบแรงงานข้ามชาติ-ป้องกันจนท.เรียกรับผลประโยชน์
ผู้อำนวยการฝ่ายวิชาการศูนย์อาเซียนศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หนุนจัดระเบียบขึ้นทะเบียนแรงงานข้ามชาติ ชี้แรงงานอพยพกลับประเทศจากกระแสข่าวลือ-วิตกกรณีถูกเรียกรับผลประโยชน์จากเจ้าหน้าที่วันนี้ (17 มิ.ย.57) นายปิติ ศรีแสงนาม ผู้อำนวยการฝ่ายวิชาการศูนย์อาเซียนศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้สัมภาษณ์กับทีมข่าวไทยพีบีเอสถึงสถานการณ์แรงงานข้ามชาติโดยเฉพาะแรงงานชาวกัมพูชาว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นในขณะนี้ คือ มีความต้องการแรงงานมากกว่าที่ได้จดทะเบียนไว้ ซึ่งขณะนี้มีแรงงานที่จดทะเบียนถูกต้องและมีพาสปอร์ตประมาณ 400,000 คน ขณะที่มีแรงงานที่ผ่านการพิสูจน์สัญชาติทั้งสิ้น 1.8 ล้านคน รวมแรงงานข้ามชาติที่ถูกกฎหมายอยู่ที่ 2.2 ล้านคน แต่ข้อมูลจากหลายฝ่ายต่าง ๆ ทั้งผู้ประกอบการ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และหอการค้าและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย คาดว่ามีแรงงานข้ามชาติอยู่ในประเทศไทยประมาณ 4 - 11 ล้านคน ซึ่งแรงงานกลุ่มนี้มีความกังวลว่าอาจถูกจับหรือถูกบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มข้นจึงอพยพกลับประเทศทั้งนี้ กฎหมายระบุว่า แรงงานข้ามชาติจะต้องต่อทะเบียนทุก 2 ปี และต่อได้ไม่เกิน 3 ครั้ง หรือรวม 6 ปี เพื่อป้องกันการตั้งถิ่นฐานถาวร แต่ส่วนใหญ่จะเป็นแรงงานข้ามชาติที่เข้ามาภายใต้ข้อตกลงการส่งแรงงานระหว่างไทยกับประเทศเพื่อนบ้านนายปิติแสดงความเห็นว่า การจัดระเบียบแรงงานข้ามชาติและการแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์เป็นสิ่งที่ถูกต้อง สำหรับสาเหตุที่มีแรงงานกลับบ้านเป็นจำนวนมาภายหลังจากที่ คสช. มีนโยบายจัดระเบียบแรงงานนั้น นักวิชาการจากจุฬาลงกรณ์มองว่าอาจเป็นเพราะแรงงานส่วนหนึ่งต้องอยู่อย่างหลบๆ ซ่อนๆ ในช่วงที่ผ่านมาเพราะแรงงานเหล่านี้เข้าประเทศภายใต้ข้อตกลงเอ็มโอยูซึ่งมีข้อกำหนดให้แรงงานอยู่ในประเทศได้เพียง 4 ปี และห้ามเดินทางออกนอกพื้นที่ที่กำหนด ซึ่งข้อจำกัดด้านระยะเวลาและข้อห้ามการออกนอกพื้นที่นี้ทำให้มีเจ้าหน้าที่บางส่วนใช้อำนาจหน้าที่ในทางที่ไม่ถูกต้องนอกจากนี้ยังมีการเรียกรับผลประโยชน์จึงทำให้แรงงานข้ามชาติรู้สึกวิตกและหวาดกลัว อีกทั้งขณะนี้กัมพูชากำลังเข้าสู่ฤดูทำนา ทำให้แรงงานกลับประเทศในช่วงนี้ "กระแสข่าวที่เกิดขึ้นทำให้แรงงานกัมพูชาในไทยวิตกกังวล โดยเฉพาะจากครอบครัวของแรงงานที่อาศัยอยู่ในกัมพูชาที่โทรศัพท์สอบถามจากญาติพี่น้องหรือบอกต่อๆ กัน ทำให้เกิดความวิตกกังวลทำให้แรงงานชาวกัมพูชาเดินทางกลับประเทศกันเป็นจำนวนมากในช่วงนี้" ผู้อำนวยการฝ่ายวิชาการศูนย์อาเซียนศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระบุนายปิติ คาดว่าสถานการณ์จะดีขึ้น เนื่องจาก คสช.ได้ชี้แจงถึงข้อเท็จจริงอย่างรวดเร็วและการจัดระเบียบแรงงานต่างชาติยังคงมีความจำเป็น แต่ผู้ประกอบการและกระบวนการบังคับใช้กฎหมายในทุกระดับจะต้องมีความโปร่งใส ถูกต้องเหมาะสม และยุติการเรียกรับผลประโยชน์จากแรงงาน
0 ความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น