พิมพ์อยู๋ในหนังสือพิมพ์ The Striats Times
แปลโดย: Surachai Vajira
*********************
พม่าได้เปิดประเทศตัวเองตั้งแต่ปี 2010 หลังจากที่คณะทหารได้ปิดประเทศมานานกว่า 20 ปี
ก็ได้จัดการเลือกตั้งขึ้นมาเพื่อปูทางไปสู่การเป็นประเทศประชาธิปไตยอย่างจริงจัง
พร้อม ๆ กับการอนุญาตให้ ออง ซาน ซูจี มีอิสระจากการถูกควบคุมในที่พัก
นักสังเกตุการณ์ก็ยังไม่แน่ใจเหมือนกันว่า ประชาธิปไตยที่จะดำเนินไปนั้นเป็นของจริง
หรือเป็นเพียงการฉาบหน้า แต่ก็เป็นที่แน่นอนว่า พม่าได้เปิดตัวเองมากขึ้นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
ในกระบวนการนี้ ทำให้เกิดการไหล่เข้าของเงินลงทุน
โดยตรงจากต่างประเทศ ซึ่งส่งผลกระทบอย่างมากต่อประเทศและ
ประชากรทั้งในด้านบวกและลบพร้อม ๆ กันไป
พม่าเป็นประเทศที่อุดมไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติและอัญมนี
วัตถุดิบ เช่น แก๊ซธรรมชาติ ล้วนดึงดูดใจนักลงทุนต่างชาติตลอดมา
เมื่อพม่าเปิดตัวในระบบเศรษฐกิจเสรี
การลงทุนโดยตรงจากต่างชาติ ก็ยิ่งส่งเสริมต่อวิถีความเป็นประชาธิปไตยยิ่งขึ้นไป และ
ยังกระตุ้นให้เศรษฐกิจที่พัฒนาขึ้น ส่งผลต่อความเป็นอยู่ของประชากรที่ดีขึ้นและ
เป็นการเตรียมพม่าในการเข้าสู่สังคมอาเซียนที่จะรวมตัวกันเป็น AEC ในปีหน้า
Mckinsey รายงานตัวเลขเป็นเดือนที่ผ่านมาว่า พม่า
GDP ของพม่าจะสามารถเพิ่มขึ้นเป็น USD 200,000-250,000 ล้านในปี 2030
จากตัวเลขปัจจุบันเพียง USD 45,000 ล้าน หรือเพิ่มขึ้นเป็น 4-5 เท่าตัวทีเดียว
จากอัตราการเติบโตที่ 8 %/ปี ในปัจจุบัน
ซึ่งจะสามารถดึงดูดการไหลเข้าของเงินลงทุนได้ถึง USD 170,000 ล้าน
รวมถึงการลงทุนโดยตรงอีกไม่ต่ำกว่า USD 100,000 ล้าน
ซึ่งถือว่าเพิ่มขึ้นถึงสองเท่าเมื่อเทียบกับการลงทุนจากต่างประเทศในระยะเวลาถึง 20 ปีที่ผ่านมา
ซึ่งรัฐบาลพม่าได้ปรับตัวพร้อมแล้วในด้านนโยบาย
ที่จะรับกับความเปลี่ยนแปลงที่กำลังจะเกิดขึ้นตามมา
รัฐบาลพม่าได้เปิดให้ประชาชนมีเสรีภาพเพิ่มขึ้น
ผ่อนคลายความเข้มงวดทางด้านเศรษฐกิจ จนทำให้บริษัทข้ามชาติใหญ่ ๆ
อย่าง Ford Motor และ Coca-Cola. ที่ได้เข้ามาลงทุนในพม่า
กฎหมายการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศที่พม่า
ได้ผ่านสภาไป ที่ผ่อนคลายทางด้านการเงิน รวมทั้งมีการยกเว้นภาษีในระยะแรก
การอนุญาตในถือครองที่ดินโดยชาวต่างชาติเพื่อการลงทุน
ก่อนการผ่านกฎหมายดังกล่าว นางอองซานซูจี ได้ร้องขอให้นักลงทุนช่วยยึดมั่นต่อกฎหมาย
โดยเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมและสังคมที่อาจกระทบต่อชาวพม่า
สิทธิของแรงงานพม่า รวมทั้งการถ่ายทอดความเชี่ยวชาญ
ซึ่งเธอเชื่อว่า วิธีการดังกล่าวจะนำไปสู่ผลประโยชน์อันสูงสุดของทุกฝ่ายร่วมกัน
แรงงานของพม่ามีราว 31 ล้านคนซึ่งน่าจะเป็นแรงดึงดูดการลงทุน
จากการสำรวจครั้งแรกทั่วประเทศ ปรากฎว่า แรงงานพม่าว่างงานกันถึง 37% และ
ประชากรมากกว่า 25% ถูกนับว่าเป็นคนยากจน
การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ มิได้เป็นเพียงการสร้างงานเท่านั้น
ยังทำให้แรงงานเกิดความเชี่ยวชาญความรู้ใหม่ ๆ โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมที่เป็นหลักของชาติ
ซึ่งจะเป็นการเพิ่มผลิตผลและนำไปสู่การพัฒนาแรงงานแบบยั่งยืน
การเฝ้าดูอย่างใกล้ชิดโดย NGOs และกลุ่มพลังทางสังคมต่าง ๆ
ได้ข้อร้องให้บริษัทต่างชาติร่วมรับผิดชอบต่อสังคม ด้วยการจัดสร้างโรงเรียนและ
สถานพยาบาลให้กับชุมชนในท้องถิ่นที่นักลงทุนได้เข้าไปด้วย
โครงการท่าเรือน้ำลึกทวาย อันเป็นโครงการใหญ่ของบริษัทไทย
ที่จะสร้างนิคมอุตสาหกรรมที่เมืองทวาย ทางใต้ของพม่า
เป็นตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมในการลงทุนของต่างชาติ
การลงทุนจากต่างชาติ ยังเป็นการนำพม่าสู่สังคมโลกอีกครั้ง
ด้วยการเข้าสู่ระบบร่วมของชาวโลกร่วมกันในด้านเศรษฐกิจ
แต่ก็มิใช่ว่าการลงทุนจากต่างชาติจะเป็นกุญแจที่สำคัญและดีไปเสียทุกอย่าง
กลุ่มสังคมบางกลุ่มยังได้ชี้ให้เห็นถึงความเสียหายและ
การสร้างปัญหาของโครงการขนาดใหญ่บางโครงการเช่นกัน
ความเหมาะสมของการจัดสรรที่ดินในแก่โครงการขนาดใหญ่
โดยเฉพาะเส้นทางท่อแก๊ซและน้ำมัน และผลกระทบจากโครงการเขื่อนในแม่น้ำสายสำคัญ ๆ
รวมทั้งการอพยพย้ายถิ่นฐานประชากรที่กระทบต่อโครงการ
โดยขาดการชดเชยที่เหมาะสม ล้วนส่งผลด้านลบต่อสังคม
ในรัฐฉานทางภาคเหนือของพม่าที่ติดกับชายแดนจีน
ชาวบ้านท้องถิ่นได้ ร้องเรียนเกี่ยวกับที่บริษัทจีนเหล่านั้น
อาศัยความใกล้ชิดสนิมสนมกับเจ้าหน้าที่รัฐส่วนกลางในการบีบบังคับให้ประชากร
ต้องย้ายถิ่นฐานเพื่ออำนวยความสะดวกในการก่อสร้างโรงงาน
ในขณที่ประชากรที่ทวาย ก็ถูกบังคับให้ต้องย้ายถิ่นเพื่อการก่อสร้างถนนที่จะเชื่อมต่อกับประเทศไทย
ซึ่งทั้งสองกรณี ดูเหมือนเจ้าหน้าที่จะปิดหูปิดตา ไม่เป็นตัวแทนของประชาชนอย่างแท้จริง
การเปิดประเทศเพื่อสู่เศรษฐกิจยุคใหม่ของพม่าได้สร้างโอกาสทางธุรกิจขึ้นอีกมากมาย
แต่ก็เป็นต้นทุนที่ต้องเสียไปในด้านของสังคมและเศรษฐกิจแบบพอเพียงของชาวบ้านเหล่านั้นเช่นกัน
·
Noam Chomsky เขียนอีเมลให้กำลังใจปวิน หวังรัฐไทยยุติการคุกคามนักวิชาการ
22 มิถุนายน 2557 นอม ชอมสกี (Noam Chomsky) นักภาษาศาสตร์/ปรัชญาจากสถาบัน Massachusetts Institute of Technology (MIT) ส่งอีเมลถึง ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ รองศาตราจารย์แห่งศูนย์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา มหาวิทยาลัยเกียวโต เพื่อให้กำลังใจ โดยเขาระบุในหัวจดหมายว่า “นักวิชาการถูกคุกคาม”
เนื้อความระบุว่า”ผมรู้สึกไม่พอใจอย่างมากที่ปวิน ถูกคุกคาม และหวังว่าผู้คุกคามคงจะยุติพฤติกรรมโดยด่วน เพื่อให้ปวิน เดินทางกลับไปกรุงเทพเพื่อพบครอบครัว และทำงานวิชาการอย่างเสรีต่อไปได้โดยไม่ถูกแรงกดดันจากรัฐบาล”
22 มิถุนายน 2557 นอม ชอมสกี (Noam Chomsky) นักภาษาศาสตร์/ปรัชญาจากสถาบัน Massachusetts Institute of Technology (MIT) ส่งอีเมลถึง ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ รองศาตราจารย์แห่งศูนย์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา มหาวิทยาลัยเกียวโต เพื่อให้กำลังใจ โดยเขาระบุในหัวจดหมายว่า “นักวิชาการถูกคุกคาม”
เนื้อความระบุว่า”ผมรู้สึกไม่พอใจอย่างมากที่ปวิน ถูกคุกคาม และหวังว่าผู้คุกคามคงจะยุติพฤติกรรมโดยด่วน เพื่อให้ปวิน เดินทางกลับไปกรุงเทพเพื่อพบครอบครัว และทำงานวิชาการอย่างเสรีต่อไปได้โดยไม่ถูกแรงกดดันจากรัฐบาล”
นอม ชอมสกี นั้นเป็นนักวิชาการที่มีชื่อเสียงในระดับโลก
และถือได้ว่าเป็นปัญญาชนที่สำคัญที่สุดของศตวรรษที่ 20
เป็นผู้นำทางปัญญาในการต่อต้านสหรัฐฯ ช่วงสงครามเวียดนาม



0 ความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น