ใครที่ศึกษาเรื่องราวของ "เซน" ไม่ว่าจะศึกษาจากสูตรของท่านเว่ยหล่าง ไม่ว่าจะศึกษาผ่านโรงมหรสพแห่งวิญญาณของท่านพุทธทาสภิกขุ
ย่อมผ่านวลีแปลกๆ ที่ว่า "เสียงขลุ่ยกลับมาหากอไผ่"
ย่อมผ่านวลีแปลกๆ ที่ว่า "เสียงตบมือข้างเดียว"
เสียงขลุ่ยกลับมาหากอไผ่ อาจไม่ยากต่อการทำความเข้าใจ อย่างน้อยหากรับรู้ว่าขลุ่ยเลานั้นมีรากมาจากไผ่
วันหนึ่งย่อมหวนกลับไปยัง "กอ"
ขณะที่การนำเสนอ "เสียงตบมือข้างเดียว" แรกที่ฟังย่อมแปลกแปร่งและนำข้อกังขามาให้เป็นอย่างสูง
มีที่ไหนที่ "เสียง" ตบมือจะบังเกิดได้จาก "ข้างเดียว" สำนวนไทยโบราณก็ปรากฏอย่างทนโท่ว่าจำเป็นต้องมี 2 มือจึงจะสามารถตบได้
เสียงตบมือข้างเดียวจึงดำเนินไปในลักษณะแห่ง "ปริศนา"
หากไม่เข้าใจในกระแสในเรื่องความตื่นตระหนกของแรงงานต่างด้าว โดยเฉพาะอย่างยิ่งการไหลทะลักคืนกลับบ้านของแรงงานกัมพูชาจะไม่เข้าใจหรอก
เพราะสรุปตรงกันว่าเนื่องแต่ "ข่าวลือ"
นักการเมืองหลายคนสรุปตรงกันว่า ข่าวลือ คือ ข่าวซึ่งไม่จริง แต่คนที่ปฏิบัติการ"ปล่อย" ข่าวลือต้องการให้เกิดขึ้นในทางเป็นจริง
ข่าวการปราบ "แรงงาน" ต่างด้าวเป็น "ข่าวลือ"
เพราะ คสช.ก็ออกมายืนยันว่าแม้แต่คิดก็ไม่เคยคิด เพราะกระทรวงแรงงานก็ออกมายืนยันว่าไม่มี เพราะสำนักงานตำรวจแห่งชาติก็ออกมายืนยันว่าไม่เคยได้มีการสั่งการ
แต่บรรดา "แรงงาน" ยอมรับว่ามีการพูดกันจริง
พวกเขากลัวถูกจับ พวกเขากลัวถูกทำร้ายและที่รุนแรงยิ่งกว่านั้นก็คือ กลัวถูกติดคุก กลัวถูกยิงด้วยปืน
จึงต้อง "หนี" จึงต้อง "กลับบ้าน"
ปฏิกิริยาและผลสะเทือนอันเนื่องแต่ข่าวลือเรื่องการจัดระเบียบ "แรงงาน" ต่างด้าวจึงดำเนินไปตามที่ปริศนาธรรมแห่งนิกายเซนระบุ
"เสียงตบมือข้างเดียว"
แม้จะเสมอเป็นเพียง "มือข้างเดียว" แม้จะเสมอเป็นเพียงการปล่อย "ข่าวลือ" ซึ่งไม่เป็นความจริง แต่กลับมีผลสะเทือนเป็นอย่างสูง ก่อความตื่นตระหนกอย่างกว้างขวาง ตั้งแต่ปัตตานีจดระยอง ตั้งแต่ตากจนตราด
เป็นพลานุภาพแห่ง "ข่าวลือ" โดยแท้
ในทางปรัชญา ผู้คนมักมอง "ความจริง" ผ่านวัตถุ ที่สามารถมองเห็น จับต้องได้อย่างเป็นตัวเป็นตน ณ เบื้องหน้า
เรียกกันว่า เป็น "วัตถุวิสัย" หรือ "ภววิสัย"
พลังและผลสะเทือนอันเนื่องแต่กระบวนการเคลื่อนไหวในทางวัตถุวิสัย หรือ ภววิสัย ต่างหากที่เป็นจริงและวัดผลได้
ต่างมองกันว่าพลังทาง "จิตวิสัย" หรือ "อัตวิสัย" มีลักษณะเป็นรอง
แต่จากผลสะเทือนแห่ง "ข่าวลือ" ในเรื่องแรงงานต่างด้าวต่างก็ล้วนต้องยอมรับว่าแม้เป็นเรื่องอันไร้รากฐานในทางเป็นจริง
แต่ก็มีผลสะเทือนอย่างลึกซึ้ง ก่อให้เกิดการเคลื่อนไหว
การแปรเปลี่ยนสรรพสิ่งจึงมิได้หมายความว่าจะเป็นผลสะเทือนในทางวัตถุ แวดล้อมล้วนๆ อย่างด้านเดียว ตรงกันข้าม ในสถานการณ์อันแน่นอนหนึ่งความคิด จิตใจ ก็ส่งผลสะเทือนได้อย่างลึกซึ้งเช่นเดียวกัน
"ข่าวลือ" คือสภาพแห่ง "ความคิด" อันไหลเลื่อน
ไม่เพียงแต่ในยุคสามก๊กที่ขงเบ้งปล่อยข่าวลือกระทั่งสุมาอี้ถูกปลดลงเป็นไพร่ หากในการเมืองสมัยใหม่กระแส "ข่าวลือ" ก็ยังเป็นอาวุธอันทรงพลานุภาพที่ประมาทมิได้
เท่ากับยืนยัน "เสียง" ตบมือ "ข้างเดียว"
ลองย้อนอดีตไปยังหัวเลี้ยวหัวต่อแห่งการเปลี่ยนผ่านทางการเมืองก็มักจะมีข่าวลืออย่างนี้เสมอ
หลังรัฐประหารในเดือนตุลาคม 2519 มีข่าวว่าเรื่อง "จู๋หด" อันเนื่องแต่ก๋วยเตี๋ยว หลังรัฐประหารเดือนพฤษภาคม 2557 มีข่าวเรื่องจัดระเบียบแรงงานต่างด้าวพุ่งเป้าไปยังกัมพูชา
ทุกข่าวล้วนตอกย้ำ "เสียงตบมือข้างเดียว" ในทางธรรม
ย่อมผ่านวลีแปลกๆ ที่ว่า "เสียงขลุ่ยกลับมาหากอไผ่"
ย่อมผ่านวลีแปลกๆ ที่ว่า "เสียงตบมือข้างเดียว"
เสียงขลุ่ยกลับมาหากอไผ่ อาจไม่ยากต่อการทำความเข้าใจ อย่างน้อยหากรับรู้ว่าขลุ่ยเลานั้นมีรากมาจากไผ่
วันหนึ่งย่อมหวนกลับไปยัง "กอ"
ขณะที่การนำเสนอ "เสียงตบมือข้างเดียว" แรกที่ฟังย่อมแปลกแปร่งและนำข้อกังขามาให้เป็นอย่างสูง
มีที่ไหนที่ "เสียง" ตบมือจะบังเกิดได้จาก "ข้างเดียว" สำนวนไทยโบราณก็ปรากฏอย่างทนโท่ว่าจำเป็นต้องมี 2 มือจึงจะสามารถตบได้
เสียงตบมือข้างเดียวจึงดำเนินไปในลักษณะแห่ง "ปริศนา"
หากไม่เข้าใจในกระแสในเรื่องความตื่นตระหนกของแรงงานต่างด้าว โดยเฉพาะอย่างยิ่งการไหลทะลักคืนกลับบ้านของแรงงานกัมพูชาจะไม่เข้าใจหรอก
เพราะสรุปตรงกันว่าเนื่องแต่ "ข่าวลือ"
นักการเมืองหลายคนสรุปตรงกันว่า ข่าวลือ คือ ข่าวซึ่งไม่จริง แต่คนที่ปฏิบัติการ"ปล่อย" ข่าวลือต้องการให้เกิดขึ้นในทางเป็นจริง
ข่าวการปราบ "แรงงาน" ต่างด้าวเป็น "ข่าวลือ"
เพราะ คสช.ก็ออกมายืนยันว่าแม้แต่คิดก็ไม่เคยคิด เพราะกระทรวงแรงงานก็ออกมายืนยันว่าไม่มี เพราะสำนักงานตำรวจแห่งชาติก็ออกมายืนยันว่าไม่เคยได้มีการสั่งการ
แต่บรรดา "แรงงาน" ยอมรับว่ามีการพูดกันจริง
พวกเขากลัวถูกจับ พวกเขากลัวถูกทำร้ายและที่รุนแรงยิ่งกว่านั้นก็คือ กลัวถูกติดคุก กลัวถูกยิงด้วยปืน
จึงต้อง "หนี" จึงต้อง "กลับบ้าน"
ปฏิกิริยาและผลสะเทือนอันเนื่องแต่ข่าวลือเรื่องการจัดระเบียบ "แรงงาน" ต่างด้าวจึงดำเนินไปตามที่ปริศนาธรรมแห่งนิกายเซนระบุ
"เสียงตบมือข้างเดียว"
แม้จะเสมอเป็นเพียง "มือข้างเดียว" แม้จะเสมอเป็นเพียงการปล่อย "ข่าวลือ" ซึ่งไม่เป็นความจริง แต่กลับมีผลสะเทือนเป็นอย่างสูง ก่อความตื่นตระหนกอย่างกว้างขวาง ตั้งแต่ปัตตานีจดระยอง ตั้งแต่ตากจนตราด
เป็นพลานุภาพแห่ง "ข่าวลือ" โดยแท้
ในทางปรัชญา ผู้คนมักมอง "ความจริง" ผ่านวัตถุ ที่สามารถมองเห็น จับต้องได้อย่างเป็นตัวเป็นตน ณ เบื้องหน้า
เรียกกันว่า เป็น "วัตถุวิสัย" หรือ "ภววิสัย"
พลังและผลสะเทือนอันเนื่องแต่กระบวนการเคลื่อนไหวในทางวัตถุวิสัย หรือ ภววิสัย ต่างหากที่เป็นจริงและวัดผลได้
ต่างมองกันว่าพลังทาง "จิตวิสัย" หรือ "อัตวิสัย" มีลักษณะเป็นรอง
แต่จากผลสะเทือนแห่ง "ข่าวลือ" ในเรื่องแรงงานต่างด้าวต่างก็ล้วนต้องยอมรับว่าแม้เป็นเรื่องอันไร้รากฐานในทางเป็นจริง
แต่ก็มีผลสะเทือนอย่างลึกซึ้ง ก่อให้เกิดการเคลื่อนไหว
การแปรเปลี่ยนสรรพสิ่งจึงมิได้หมายความว่าจะเป็นผลสะเทือนในทางวัตถุ แวดล้อมล้วนๆ อย่างด้านเดียว ตรงกันข้าม ในสถานการณ์อันแน่นอนหนึ่งความคิด จิตใจ ก็ส่งผลสะเทือนได้อย่างลึกซึ้งเช่นเดียวกัน
"ข่าวลือ" คือสภาพแห่ง "ความคิด" อันไหลเลื่อน
ไม่เพียงแต่ในยุคสามก๊กที่ขงเบ้งปล่อยข่าวลือกระทั่งสุมาอี้ถูกปลดลงเป็นไพร่ หากในการเมืองสมัยใหม่กระแส "ข่าวลือ" ก็ยังเป็นอาวุธอันทรงพลานุภาพที่ประมาทมิได้
เท่ากับยืนยัน "เสียง" ตบมือ "ข้างเดียว"
ลองย้อนอดีตไปยังหัวเลี้ยวหัวต่อแห่งการเปลี่ยนผ่านทางการเมืองก็มักจะมีข่าวลืออย่างนี้เสมอ
หลังรัฐประหารในเดือนตุลาคม 2519 มีข่าวว่าเรื่อง "จู๋หด" อันเนื่องแต่ก๋วยเตี๋ยว หลังรัฐประหารเดือนพฤษภาคม 2557 มีข่าวเรื่องจัดระเบียบแรงงานต่างด้าวพุ่งเป้าไปยังกัมพูชา
ทุกข่าวล้วนตอกย้ำ "เสียงตบมือข้างเดียว" ในทางธรรม
...............
(ที่มา:มติชนรายวัน 20 มิ.ย.57)
ร่วมเป็นแฟนเพจเฟซบุ๊กกับมติชนออนไลน์
www.facebook.com/MatichonOnline
www.facebook.com/MatichonOnline

0 ความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น