นาซ่าเตือน! พายุสุริยะ จะถล่มโลกในอีกไม่ช้า
เมื่อนาซาตรวจพบ พายุสุริยะ ที่คาดว่ารุนแรงกว่า 3 ลุก
ได้ซัดเข้าโลกไปแล้วเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ทั้งนี้นี้เกรงว่าเจ้า พายุสุริยะ
เรานี้จะเพิ่มความรุนแรงแล้วมุ่งหน้ามาสู่โลกในอีกไม่ช้านี้อย่างแน่อนพายุสุริยะ
เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา องค์การบริหารการบินอวกาศแห่งชาติ (นาซา)
ของสหรัฐอเมริกา ออกมาแถลงถึงการตรวจพบ โซลาร์ แฟลร์ หรือ
พายุสุริยะที่ทรงพลังต่อเนื่องกันถึง 3 ลูกในช่วง 2 วันคือวันที่ 10 และ 11
มิถุนายนที่ผ่านมา พายุสุริยะลูกหลังนั้นมาถึงโลกในวันศุกร์ที่ 13
พอดิบพอดี
ที่นาซาต้องออกมาเตือนนั้นเนื่องจากพายุสุริยะทั้ง 3
ลูก จัดอยู่ในระดับ "เอ็กซ์ คลาส" ซึ่งเป็นระดับที่มีความเข้มข้นสูงสุด คือ
มีความเข้มข้นสูงกว่าเปลวสุริยะทั่วไปบนพื้นผิวดวงอาทิตย์ 10,000
เท่าขึ้นไป ลูกที่เกิดขึ้นหลังสุดคือเมื่อวันที่ 11
มิถุนายนนั้นมีความรุนแรงระดับ เอ็กซ์1.0 ส่วนอีก 2
ครั้งที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 10 มิถุนายนนั้น รุนแรงกว่า
ครั้งแรกจัดอยู่ในระดับ เอ็กซ์2.2 หรือเป็น 2 เท่าของเอ็กซ์ 1.0
ส่วนอีกครั้งก็เป็น เอ็กซ์ 1.5 รุนแรงกว่าเป็น 1.5
เท่าของลูกที่เกิดขึ้นหลังสุด
พายุสุริยะ
เป็นการระเบิดของรังสีจากดวงอาทิตย์ที่รุนแรงเป็นพิเศษทำให้พุ่งทะยานออกไป
ในห้วงอวกาศ บางครั้งก่อให้เกิดกระแสพลาสมา
และกระแสคลื่นของอนุภาคที่มีประจุ ซึ่งเรียกกันว่า โคโรนา แมส อีเจคชั่น หรือ ซีเอ็มอี ถ้าหากทิศทางของกระแสซีเอ็มอีตรงมายังโลก ก็สามารถก่อให้เกิด จีโอแมกเนติก สตอร์ม หรือ พายุแม่เหล็กโลก ที่ส่งผลให้การสื่อสารล่ม รบกวนดาวเทียมในวงโคจรรอบโลก กระทั่งยังอาจส่งผลให้เกิดไฟฟ้าดับขึ้นได้
พายุแม่เหล็กโลกนั้นเกิดขึ้นจากการที่อนุภาคของพายุสุริยะทำปฏิกิริยากับ
สนามแม่เหล็กโลกนั่นเอง นอกจากสร้างปัญหาแล้ว ยังอาจก่อให้เกิด ออโรรา หรือ
แสงเหนือ ที่สวยงามเกิดขึ้นได้
พายุสุริยะเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา
ส่งผลให้การสื่อสารด้วยคลื่นวิทยุความถี่สูงบนพื้นโลกบริเวณที่หันเข้าหาดวง
อาทิตย์ล่มไปทั้งหมดเป็นเวลาราว1 ชั่วโมง
แต่ไม่ได้สร้างความเสียหายให้เกิดขึ้นมากไปกว่านั้น
ขอบคุณข้อมูลและภาพจาก : http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1403008702
ทีมวิจัยนาซา
สาธิตระบบทำนายสึนามิต้นแบบเป็นครั้งแรก
ซึ่งเข้าถึงข้อมูลแผ่นไหวครั้งใหญ่ได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ
และประเมินออกมาเป็นความรุนแรงของสึนามิที่จะเกิดขึ้นได้
หลังจากแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ 8.8 ริกเตอร์ที่ชิลี เมื่อ 27
ก.พ.ที่ผ่านมาโทนี ซอง (Y.Tony Song)
นักวิจัยจากห้องปฏิบัติการจรวดขับเคลื่อนความดัน (Jet Propulsion
Laboratory) หรือเจ็ทแล็บ (Jet Lab) ขององค์การบริหารการบินอวกาศสหรัฐฯ
(นาซา) ได้ใช้ข้อมูลตามเวลาจริงจากเครือข่ายโกลบอลดิฟเฟอเรนเทียลจีพีเอส
(Global Differential GPS) หรือ จีดีจีพีเอส (GDGPS) ของนาซา
เพื่อทำนายขนาดของสึนามิที่ตามมาจากแผ่นดินไหวดังกล่าวได้สำเร็จ
ไซน์เดลีระบุว่า เครือข่ายซึ่งบริหารจัดการโดยเจ็ทแล็บนี้
รวมข้อมูลจากตำแหน่งจีพีเอสหลายร้อยจุดตามเวลาจริงทั่วโลกและในบริเวณที่
เกิดเหตุแผ่นดินไหว และยังประเมินตำแหน่งจีพีเอสทุกวินาที
ซึ่งทำให้ตรวจวัดการเคลื่อนไหวภาคพื้นได้ละเอียดถึงระดับเซนติเมตร
“การทดสอบที่ประสบความสำเร็จนี้แสดงให้เห็นว่า
สามารถใช้ระบบจีพีเอสชายฝั่งเพื่อทำนายขนาดของสึนามิได้อย่างมีประสิทธิภาพ
การสาธิตครั้งนี้ยังช่วยให้หน่วยงานที่มีหน้าที่รับผิดชอบประกาศคำเตือนที่
ดีขึ้น ซึ่งช่วยในการรักษาชีวิตและลดการเตือนพลาด
ที่เป็นสาเหตุรบกวนการใช้ชีวิตของประชากรชายฝั่งโดยไม่จำเป็นได้” ซองกล่าว
ทีมของซองสรุปว่าแผ่นดินไหวที่ชิลี
ซึ่งเป็นแผ่นดินไหวขนาดใหญ่อันดับ 5 ของโลก
จากการบันทึกด้วยเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์นั้น
ได้ทำให้เกิดสึนามิขนาดกลางที่ไม่น่าจะก่อความเสียหายใหญ่โตในมหาสมุทร
แปซิฟิก และมีผลกระทบจากสึนามิเล็กน้อยนอกชิลี
การทำนายสึนามิของซองซึ่งมีฐานข้อมูลจากจีพีเอสนั้นได้รับการยืนยัน
ภายหลัง โดยทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยโอไฮโอสเตท (Ohio State University)
ในโคลัมบัส สหรัฐฯ
ซึ่งได้ใช้ข้อมูลการวัดความสูงของผิวน้ำทะเลด้วยดาวเทียมวัดความสูงเจสัน-1
(Jason-1) และ เจสัน-2 (Jason-2)
ซึ่งเป็นดาวเทียมที่เกิดจากความร่วมมือระหว่างนาซากับองค์การอวกาศฝรั่งเศส
(French Space Agency)
จอห์น ลาเบรค (John LaBrecque)
ผู้จัดการโครงการโลกและอันตรายโดยธรรมชาติ (Solid Earth and Natural
Hazards program) จากแผนกวิทยาศาสตร์โลก
สำนักผู้อำนวยการปฏิบัติการวิทยาศาสตร์ (Science Mission Directorate)
ของนาซา กล่าวว่า ค่าที่วัดจากระบบจีพีเอส
ดาวเทียมวัดระดับความสูงและแบบจำลองโลกที่ทันสมัยทั้งหมดถูกนำมาใช้ในการ
สาธิตครั้งนี้
สำหรับวิธีการพยากรณ์ของซองที่ตีพิมพ์เผยแพร่เมื่อปี 2007
ประมาณว่าพลังงานของแผ่นดินไหวใต้ทะเลได้ถ่ายโอนให้มหาสมุทรเพื่อก่อสึนามิ
ขึ้น
การพยากรณืดังกล่าวขึ้นอยู่กับข้อมูลของสถานีจีพีเอสชายฝั่งที่อยู่ใกล้จุด
เหนือศูนย์แผ่นดินไหว (epicenter) พร้อมด้วยข้อมูลความชันของแผ่นทวีป
ซึ่งความชันของแผ่นทวีปคือการเคลื่อนของพื้นมหาสมุทรจากขอบของไหล่ทวีปไปยัง
ก้นมหาสมุทร
สำหรับระบบเตือนสึนามิแบบเดิมๆ
นั้นขึ้นอยู่กับการคาดคะเนจุดเกิดแผ่นดินไหว ความลึกและความแรงแผ่นดินไหว
เพื่อประเมินว่าอาจจะเกิดสึกนามิขนาดใหญ่ขึ้น อย่างไรก็ตาม
ประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาได้แสดงให้เห็นว่าความแรงของแผ่นดินไหวไม่ได้เป็นตัว
ชี้วัดขนาดสึนามิ
แบบจำลองสึนามิก่อนหน้านี้เชื่อว่ากำลังของสึนามินั้นประเมินได้จากพื้นทะเล
ถูกแทนที่ในแนวดิ่งมากแค่ไหน
แต่ทฤษฎีของซองระบุว่าการเคลื่อนที่ในแนวนอนของแผ่นเปลือกโลก
ก็มีผลต่อกำลังของสึนามิได้เช่นกัน โดยการถ่ายโอนพลังงานจลน์ให้แก่มหาสมุทร
ทฤษฎีดังกล่าว ได้รับการยืนยันเพิ่มขึ้นจากงานวิจัยล่าสุดของซองและ
ชิน-ชาน ฮัน (Shin-Chan Han) เพื่อนร่วมงานที่ศูนย์การบินอวกาศกอดดาร์ด
(Goddard Space Flight Center) ของนาซา
ซึ่งการศึกษาดังกล่าวใช้ข้อมูลจากดาวเทียมเกรซ (Grace)
เพื่อประเมินสึนามิที่มหาสมุทรอินเดียเมื่อปี 2004
เมื่อเกิดสึนามิในวันที่ 27 ก.พ.2010
สถานีเครือข่ายจีดีจีพีเอสของนาซาที่ซันเทียโก ชิลี
ตรวจจับการเคลื่อนไหวภาคพื้นดินที่อยู่ห่างจากจุดเหนือศูนย์กลางแผ่นดินไหว
235 กิโลเมตรได้ ซึ่งข้อมูลนี้ส่งถึงซองในเพียงไม่กี่นาที
ทำให้เขาทราบข้อมูลการเคลื่อนไหวของพื้นทะเล
ด้วยข้อมูลจีพีเอสนี้ซองได้คำนวณพลังงานของต้นกำเนิดสึนามิ
และจัดอันดับความแรงอยู่ในระดับกลางๆ ที่ 4.8 โดยค่าสูงสุดคือ 10
ซึ่งหมายถึงการทำลายล้างสูงสุด
ซึ่งการสรุปของเขานี้อยู่บนพื้นฐานความจริงว่าการเคลื่อนที่ของภาคพื้นนั้น
ถูกตรวจวัดได้ด้วยจีพีเอส
ซึ่งชี้ว่าการเลื่อนของแผ่นทวีปได้ถ่ายโอนพลังงานจลน์ให้แก่มหาสมุทรพอควร
“เราโชคดีที่มีสถานีที่มีศักยภาพอยู่ใกล้กับจุดเหนือศูนย์กลางแผ่น
ดินไหว
และความร่วมมือระดับนานาชาติจำเป็นต่อการสร้างเครือข่ายติดตามจีพีเอสที่
เพียงพอให้ครอบคลุมบริเวณรอยเลื่อน
ซึ่งสามารถทำให้เกิดแผ่นดินไหวขนาดใหญ่ได้ทั่วโลก” ยอซ บาร์-เซเวอร์ (Yoaz
Bar-Sever) ผู้จัดการระบบจีดีจีพีเอสของห้องปฏิบัติการเจ็ทแล็บกล่าว.

;
0 ความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น