|
« เมื่อ: 11 มิถุนายน 2014, 15:47:38 »
|
การห้ามเยี่ยมและการละเมิดสิทธิมนุษยชน กรณี นายสมบัติ บุญงามอนงค์
โดย พรเพ็ญ คงขจรเกียรติ ผู้อำนวยการมูลนิธิผสานวัฒนธรรม (CrCF)
(และเป็นนักสิทธิมนุษยชนที่ทำงานกับปัญหาภาคใต้มาเป็นเวลานาน)
ในสภาพการณ์การบังคับใช้กฎอัยการศึกทั่วประเทศ
มีสิ่งใหม่ใหม่ด้านสิทธิมนุษยชนที่คนในกรุงเทพและทั่วประเทศจะต้องเรียนรู้
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คำว่า ห้ามเยี่ยม ในจังหวัดชายแดนภาคใต้
เราขยาดและหวาดกลัวกับว่าห้ามเยี่ยม มาตลอดระยะเวลา10 ปี
ที่มีการประกาศใช้กฎอัยการศึก
การห้ามเยี่ยมในบริบทจังหวัดชายแดนใต้ หมายถึงทางเจ้าหน้าที่กำลังดำเนินกรรมวิธี
หรือในกระบวนการยุติธรรมปกติ น่าจะหมายถึงการสอบสวน การหาข่าว การขยายผล
เจ้าหน้าที่ก็พยายามพูดกับญาติหรือองค์กรสิทธิมนุษยชนว่า "ขอความร่วมมือ"
แต่เราในฐานะนักสิทธิมนุษยชนที่ติดตามการควบคุมตัวบุคคลภายใต้กฎอัยการศึก
พบว่า นอกจากที่เราห่วงกังวลว่าการควบคุมตัว 7 วัน
เป็นการควบคุมตัวไม่ชอบ (arbitrary detention) ยังอาจหมายถึง
การซ้อมทรมานให้รับสารภาพ หรือบังคับให้ชี้ภาพ ชี้รูป ระบุชื่อคนที่รู้จัก
แล้วนำไปสู่การซัดทอดเป็นเหตุผลเดียวที่จนท.ใช้ในการจับกุมตัวบุคคลอื่นเพิ่มเติม
เราเรียกติดปาก ว่า "ซัดทอด"
ในบริบทจังหวัดชายแดนใต้เจ้าหน้าที่มักอ้างเหตุสงสัย
แต่ไม่มีเหตุผลเพียงพอในการควบคุมตัวตามกฎหมาย
จึงได้ควบคุมตัวบุคคลตามอำนาจกฎอัยการศึก
หรือถ้ามีหมายจับ
หรือหลักฐานเบื้องต้นว่าอาจกระทำความผิดต่อความมั่นคง (ซึ่งก็ตีความได้กว้างมาก)
ก็นำเข้าสู่กระบวนการ "ซักถาม" หรือ "ดำเนินกรรมวิธี" เสียก่อน
7วันหรือน้อยกว่า แล้วนำเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมตามพรบ.ฉุกเฉิน
แล้วค่อยนำตัวเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมปกติที่ใช้กันทั่วประเทศ
โดยมีการนำบันทึกการซักถามมาประกอบการดำเนินคดีด้วย
สิ่งนี้สร้างความเสียหายแก่กระบวนการยุติธรรมในจังหวัดชายแดนใต้มาหลายปี
จนมีการเปิดเผย สร้างความเข้าใจกับองค์กรตุลาการ
ทำให้หลายคดีมีบรรดทัดฐานที่จะไม่รับฟังพยานหลักฐานในชั้นซักถาม
ตามกฎหมายพิเศษในการพิจารณาคดีของศาลพลเรือนในคดีความมั่นคง
ย้อนมาถึงการ "ห้ามเยี่ยม" ในจังหวัดชายแดนใต้
เราได้รณรงค์และสร้างความเข้าใจกับจนท.ทหารที่มีอำนาจกักตัวตามกฎอัยการศึก7วัน
จนกระทั่งมีคำสั่งแก้ไข ข้อห้ามที่ว่า
ไม่ให้ญาติเยี่ยมเป็นเวลาสามวัน ออกไปได้จากระเบียบกอรมน.
ทำให้ญาติใกล้ชิดสามารถเยี่ยมบุคคลที่ถูกกักตัวได้ตั้งแต่วันแรก
อีกทั้งจนท.ทหารในพื้นที่
หรือชุดจับกุมจะต้องบอกสถานที่ควบคุมตัวบุคคคลอย่างชัดเจนกับญาติ
ญาติมีสิทธิที่จะติดตามและขอเยี่ยมบุคคลได้ตั้งแต่วันแรก สามารถส่งมอบสิ่งจำเป็นต่างๆ ได้
(แต่ก็มีบางหน่วยที่ ไม่ปฏิบัติตามระเบียบนี้
หรือให้แค่มองตา ส่งของ ห้ามพูด ห้ามพูดภาษามลายู
หรือให้พูดคุยกันสองสามนาที
รายละเอียดเกี่ยวกับทัศนคติของเจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติเราก็ต้องทำงานทางความคิดกันต่อไป)
เมื่อมาสังเกตการใช้อำนาจที่เข็มข้นที่แตกต่าง
ในการใช้อำนาจการกักตัว 7 วันมาใช้ในกรุงเทพ
และพื้นที่ประกาศใช้กฎอัยการศึกทั่วประเทศตั้งแต่วันที่ 20 พค. 2557
เช่นกรณีการควบคุมตัวนายสมบัติ บุญงามอนงค์ หรือ บก.ลายจุด
โดยไม่ระบุสถานที่ควบคุมตัว
ไม่อนุญาตให้ญาติเยี่ยมตลอดระยะเวลา 7 วัน
นั้นเข้าข่ายการละเมิดสิทธิมนุษยชนเพราะเป็นการควบคุมตัวมิชอบ (Aribritary Detention)
ที่ห้ามไว้ในกติกาสากลว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR)
แม้จะอ้างถึงการขัดคำสั่งของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ
คำสั่งที่เกิดขึ้นอาจเป็นกฎหมายในประเทศ
แต่การใช้อำนาจจำกัดเสรีภาพบุคคลต้องมีกฎหมายรองรับ
กิจกรรมทางการเมืองของบก.รายจุด แม้จะดูน่ารำคาญในสายตาของคณะคสช.
แต่นับว่าเป็นการแสดงออกทางความคิดเห็นทางการเมือง
ที่เป็นไปในแนวทางสันติวิธี ที่ควรได้รับการเคารพ
นายสมบัติ บุญงามอนงค์ ไม่เพียงเป็นนักต่อสู้ด้านสิทธิมนุษยชน (human rights defenders)
ปัจจุบันเขาได้รับอีกสถานะหนึ่งคือเป็นนักโทษทางความคิด (prisoner of conscience)
อีกทั้งเมื่อการควบคุมตัว 7 วันของเขาที่จะครบกำหนดในวันที่ 11 มิถุนายน 2557
อาจเข้าข่ายละเมิดสิทธิของนายสมบัติและครอบครัว
เนื่องจากที่เจ้าหน้าที่ทหารควบคุมตัวนายสมบัติ และบุคคลอีกจำนวนหนึ่งในเวลาเดียวกัน
โดยไม่อนุญาตให้ติดต่อกับโลกภายนอก (incommunicado detetion)
หรือถ้าการควบคุมตัวที่ไม่อนุญาตให้ติดต่อโลกภายนอกยาวนานออกไป
ก็อาจเข้าข่ายการทรมานและการปฏิบัติอย่างโหดร้าย ตามอนุสัญญาต่อต้านการทรมานด้วย
เราหวังว่าดำเนินการโดยไม่โปร่งใส จะตรวจสอบได้ว่าการใช้อำนาจของทหาร
ภายใต้กฎอัยการศึกยังคงได้สัดส่วนและเหมาะสม
หากล้ำเส้นไปมากอาจเป็นละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างกว้างขวาง
ภายใต้กรอบกฎหมายระหว่างประเทศหลายฉบับที่ประเทศไทย
แม้ภายใต้รัฐบาลทหารก็มีพันธกรณีที่จะต้องปฏิบัติตาม
โดยเฉพาะเมื่อจะมีตัวแทนของคสช.ไปชี้แจงที่กรุงเจนีวา
ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ สำนักงานขององค์การสหประชาติในเดือนมิถุนายนนี้
หรือกรณีที่ทูตไทยจากประเทศต่างๆ ที่จะต้องมารับฟังข้ออ้าง
เพื่อนำไปอธิบายกับประชาคมโลก ในเรื่องการใช้อำนาจเบ็ดเสร็จ
ฉีกรัฐธรรมนูญทำลายหลักการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชนไปหมดสิ้น
อีกทั้ง มีคำสั่งประกาศออกมาโดยไม่ผ่านกระบวนการนิติบัญญัติ
การใช้ศาลทหารกับพลเรือน เป็นต้น
เราขอเรียกร้องให้มีการปล่อยตัวนายสมบัติ บุญงามอนงค์
และบุคคลที่ถูกจับกุมพร้อมกันโดยไม่มีเงื่อนไข
เพื่อรักษาไว้ซื่งความเชื่อมั่นว่าการดำเนินการของคสช.
ได้คำนึงถึงการเคารพต่อสิทธิมนุษยชนจริงดังที่ประกาศไว้
หากพบหลักฐานในการกระทำความผิดอื่นๆ
ควรนำกระบวนการยุติธรรมปกติมาใช้เพื่อรักษาหลักนิติธรรมไว้
แม้นในสถานการณ์คืนความสุขนั้นยังไม่เป็นปกติ
http://www.khaosod.co.th/view_newsonline.php?newsid=TVRRd01qUTNORGd6Tmc9PQ==&subcatid=

0 ความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น