ดร.สามารถ
ราชพลสิทธิ์ อดีตส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาธิปัตย์และอดีตรองผู้ว่าราชการกรุงเทพ
โพสต์เฟซบุ๊กดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์ ช่วงดึก วันที่ 15 มิถุนายน ′ทางคู่
สู้′เครื่องบิน′ได้ไหม
ผมดีใจที่
คสช.จะเดินหน้าก่อสร้างรถไฟทางคู่หลายสายทั่วประเทศ ท่านผู้อ่านอาจสงสัยว่าทำไมผมจึงพูด"ทางคู่" ไม่ใช่
"รางคู่" ผมมีเหตุผลดังนี้ครับ
รางคู่หมายถึงทางรถไฟที่ประกอบด้วยเหล็กรางรถไฟ
2 ราง หรือใช้เหล็ก 2 เส้น ดังนั้น ทางรถไฟที่มีอยู่ในปัจจุบันก็เป็นรางคู่อยู่แล้ว
แต่ถือว่าเป็นทางเดี่ยวเพราะรถไฟไม่สามารถวิ่งสวนทางกันได้ ต้องรอสับหลีกที่สถานี
ถ้ามีเหล็กรางรถไฟรางเดียวก็คือรถไฟฟ้ารางเดี่ยว (Monorail) ที่มีรถไฟฟ้าวิ่งคร่อมราง
หรือมีรถไฟฟ้าแขวนห้อยจากราง
ซึ่งเรายังไม่มีใช้
ทางคู่หมายถึงทางรถไฟที่ประกอบด้วยเหล็กรางรถไฟ 4 ราง
หรือใช้เหล็ก 4 เส้น ส่วนทางสามหมายถึงทางรถไฟที่ประกอบด้วยเหล็กรางรถไฟ 6 ราง หรือใช้เหล็ก 6 เส้น
ถึงวันนี้รถไฟไทยมีทางคู่และทางสามเพียงแค่ 358 กม. จากทางรถไฟทั้งหมด 4,034 กม.
รถไฟทางคู่จะทำให้ประหยัดเวลาการเดินทางและการขนส่งสินค้าได้มาก เพราะรถไฟสามารถวิ่งสวนทางกันได้
ไม่ต้องรอสับหลีกที่สถานี
ผมได้เปรียบเทียบการเดินทางโดยใช้รถไฟทางคู่กับเครื่องบิน
โดยคำนึงถึงเวลาและค่าโดยสาร
ผมใช้สมมติฐานด้านเวลากรณีรถไฟทางคู่ดังนี้
(เวลาจากบ้านในกรุงเทพฯ ไปสถานีรถไฟ 1 ชม.) + (เวลาบนรถไฟที่วิ่งด้วยความเร็ว 120 กม./ชม.) +
(เวลาจากสถานีรถไฟปลายทางไปบ้าน 30
นาที)
ส่วนสมมติฐานด้านเวลากรณีเครื่องบินมีดังนี้ (เวลาจากบ้านในกรุงเทพฯ
ไปสนามบิน รวมเวลาเช็กอินและรอขึ้นเครื่อง 2 ชม.) + (เวลาบนเครื่องบินตามตารางการบิน) +
(เวลาจากสนามบินปลายทางไปบ้าน รวมเวลารอกระเป๋า 45 นาที)
ส่วนค่าโดยสาร
กรณีรถไฟทางคู่ใช้อัตราค่าโดยสารชั้น 3 เที่ยวเดียว ปรับอากาศ
และกรณีเครื่องบินใช้ค่าโดยสารสายการบินนกแอร์ เที่ยวเดียว ประเภท Nok Flexi
ซึ่งเป็นสายการบินต้นทุนต่ำ
แน่นอนครับ
สำหรับจุดหมายปลายทางที่ไม่มีเครื่องบินให้บริการ เราต้องใช้รถไฟทางคู่
ซึ่งใช้เวลาการเดินทางน้อยกว่าเดิมครึ่งหนึ่ง เป็นการอำนวยความสะดวก
และรวดเร็วได้เป็นอย่างดี
สำหรับจุดหมายปลายทางที่มีเครื่องบินให้บริการ
(โดยเป็นปลายทางทั้งที่อยู่ไม่ไกลมาก และปลายทางที่อยู่ไกล)
คุณจะเลือกใช้รถไฟทางคู่หรือเครื่องบินครับ

0 ความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น