มีประโยชน์อะไรที่คนไทยจะเถียงชาวโลกว่า การยึดอำนาจของ คสช.ไม่ใช่ "รัฐประหาร" เป็นการขับเคลื่อนไปข้างหน้าให้ประชาธิปไตยเข้มแข็งขึ้น ขอให้เข้าใจ อย่าต่อต้าน อย่าประณาม
เราเป็นใครที่จะไป "ปรับทัศนคติ" ชาวโลกได้ในชั่วข้ามวัน ข้ามเดือน ประเทศไทยไม่ใช่ศูนย์กลางของโลก ที่สามารถบังคับให้เขาหันมาเชียร์
ตราบใดที่เขายังไม่ตัดความสัมพันธ์ทางการทูต ไม่บอยคอตสินค้า ไม่ถอนการลงทุน ก็ไม่เห็นต้องเต้นจนเกินเหตุ กับคำวิจารณ์ "เชิงอุดมคติ" ยังไงก็ถอยหลังกลับไปเช้าวันที่ 22 พ.ค.ไม่ได้อยู่แล้ว ฉะนั้นทำไง ก็ต้องเดินไปข้างหน้า เดินไปให้เร็ว เดินไปให้เห็น
พูดอีกที จะทำอะไรก็รีบๆ ทำ ทำให้ดี มีผลงาน มีทิศทางว่า คสช.จะทำให้ประชาธิปไตยเข้มแข็งจริง เสียงวิจารณ์ ก็ ลดลง
ต้องเข้าใจว่าท่าทีของนานาชาติ หลังจากวิพากษ์แล้วเอาเข้าจริงก็ "รอดู" ดูว่าเราจะไปทางไหนกัน ประเมินว่าอีกปีเศษๆ ข้างหน้า เราจะแก้ปัญหาให้การเมืองมีเสถียรภาพมั่นคงได้หรือไม่ ถ้าเขาเชื่อมั่นว่าได้ คำวิจารณ์ก็แค่ลมปาก การค้าการลงทุน การท่องเที่ยว ก็กลับมาสะพัด
ที่ผ่านมาการใช้อำนาจของ คสช.หลายเรื่องก็เป็นที่ยอมรับ เช่น เร่งรัดพัฒนาโครงสร้างคมนาคมขนส่ง ออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ไปจนตัดสิทธิพิเศษบอร์ดการบินไทย
ที่จริงนี่เป็นประเพณี "รัฐประหารแบบไทยๆ" ทุกครั้งที่มีรัฏฐาธิปัตย์เบ็ดเสร็จเด็ดขาด ก็จะใช้โอกาสแก้ปัญหาบางเรื่องที่ติดขั้นตอนยุ่งยาก ให้รวดเร็วทันใจ ฉับๆๆๆ ก่อนกลับเข้าระบอบ เพียงแต่ต้องรีบตัดสินใจ ไม่ยืดเยื้อ
อะไรบ้างที่ คสช.ตั้งเป้าจะ "สร้างผลงาน" ก็ต้องรีบทำ อะไรที่จะ "กวาดล้าง" ก็เร่งเสียให้จบ แล้วรีบคืนบรรยากาศปกติ (เช่นเลิกเคอร์ฟิวรับบอลโลก นี่เรื่องดี)
ยกตัวอย่าง ท่านจะแก้ไขกฎหมายระเบียบอะไรให้เป็นธรรม ให้ประชาชนแซ่ซ้องร้องรับ ก็สามารถออกประกาศ คสช.เป็นตับๆ จะจัดระเบียบสังคม กวาดล้างมาเฟีย บ่อนพนัน คิวรถตู้ วินแมงกะไซค์ ฯลฯ ก็ทำให้เห็นพรึ่บพรั่บ ตามวิสัยทหาร (ที่ชาวบ้านชอบ)
หรือจะย้ายข้าราชการ จะรื้อล้างหน่วยงานไหน ก็ทำเสียให้จบๆ ข้าราชการจะได้มั่นใจ ตั้งหน้าตั้งตาทำงาน แบบเดียวกับเรียกคนรายงานตัว จะเรียกถึงเมื่อไหร่ ทำไมไม่เรียก ล็อตใหญ่ทีเดียวจบ นี่หลายคนต้องเตรียมกระเป๋าเสื้อผ้า รองเท้าผ้าใบ นั่งหน้าจอทุกคืน รอลุ้นบริการ accommodation ถึงดึกดื่น
ถ้าบรรยากาศกดดันอยู่อย่างนี้ มันก็กดดันทุกฝ่ายละครับ ทำอย่างไร คสช.จะรีบใช้อำนาจจัดการปัญหาต่างๆ ยกร่างธรรมนูญชั่วคราว แล้วตั้งรัฐบาล ตั้งสภานิติบัญญัติแห่งชาติ สภาปฏิรูป ซึ่งถึงตอนนั้น ถ้าเห็นทิศทาง เห็น "ความจริงใจ" ชัดเจนขึ้น แรงกดดันก็ลดลง นานาชาติอาจขานรับ
ซึ่งจำเป็นต้องใช้เวลาถึง 3 เดือนหรือไม่ ผมก็ไม่ทราบ ทราบแต่ว่ายิ่งเร็วยิ่งเป็นผลดี
ฉะนั้นก็ขึ้นกับว่า คสช.จะทำให้ประชาชนที่ไม่เห็นด้วย ได้เห็น "ความจริงใจ" อย่างไร ในช่วงเวลาสั้นๆ ก่อนที่จะตั้งรัฐบาล ตั้งสภานิติบัญญัติ ตั้งสภาปฏิรูป ซึ่งสุรเกียรติ์ เสถียรไทย พูดถูกว่า ถึงตอนนั้นคงห้ามแสดงความเห็นไม่ได้
โฆษก คสช.กล่าวกับผู้สื่อข่าวต่างประเทศว่า พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา มีความจริงใจ ซึ่งก็มองเห็นได้ ภาพลักษณ์ท่านดูซีเรียส เครียดเข้ม เหมือนการใช้อำนาจของ คสช. ห้ามคัดค้านห้ามต่อต้านห้ามแสดงความเห็น แต่พอมีคนต่อต้านท่านก็ไม่ได้ใช้ความรุนแรง จับบ้างปล่อยบ้าง จับแล้วปล่อย จับแล้วให้ประกัน อย่างจาตุรนต์ ฉายแสง ก็ได้ประกัน สมบัติ บุญงามอนงค์ ตอนนี้ยังไม่ได้ประกัน แต่เชื่อว่าเดี๋ยวคงได้ประกัน
นี่เป็น dilemma อย่างที่พูดไปแล้ว คสช.บอกว่า "เป็น กลาง" แต่เมื่อยึดอำนาจ ท่านก็ได้เสียงเชียร์จากฝ่ายไม่เอาเลือกตั้ง (ซึ่งยุยงให้กวาดล้างฝ่ายตรงข้ามอีกต่างหาก) เผชิญการคัดค้านจากฝ่ายที่เอาเลือกตั้ง จนท่านต้องใช้อำนาจสกัดกั้น กระทั่งชู 3 นิ้ว กินแซนด์วิช หรืออะไรต่อไปอีก แล้วแต่จะมีคนคิดสัญลักษณ์
ถามว่าวันนี้ "เอาอยู่" ไหม เอาอยู่ครับ แต่วันหน้าวันโน้นล่ะ ถ้าต้องการ "เอาอยู่" จริงท่านก็ต้องให้เขาเห็นความจริงใจ ให้เห็นว่าท่านปรารถนาดีกับทุกฝ่าย ยอมให้เขาคิดต่างได้ คิดต่างไม่ใช่ผิดชั่วเลว และท่านจะให้ ทุกฝ่ายเข้ามามีส่วนร่วมกันแก้ปัญหาต่อไป
สมัครสมาชิก:
ส่งความคิดเห็น (Atom)

0 ความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น